วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

stucked in the same old thought
the seems same old, same old crossroad
how could I cross this? I never know what or how to cross it?
by my self

which side should I step in, or out?
it seems to seperate me in to two

pray for the way out

.

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เฮ้อ...เซ้ง...เซ็ง.

ไม่ได้นอนไม่หลับมานานแค่ไหนแล้ว...

ไม่เคยรู้สึกเกลียดแค้นใครจนอยากจะให้จบชีวิตไปมานานแค่ไหนแล้ว...

ไม่เคยไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปมานานแค่ไหนแล้ว...

เฮ้อ...

เซ็ง.

สงสัยจะวางฟอร์มเป็นคนดีมานาน แอ๊บหลุด :D

แต่ 3 ชม. ที่ได้ปั้นดิน เมื่อวันก่อน ก็เป็นนาทีทองที่ทำให้อารมณ์+ความคิดเหล่านั้นหายไปได้ แม้แค่ชั่วขณะหนึ่งก็เถอะ

สนุกดีนะ อยากทำอีกน่ะ ชอบจัง

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ยอมแพ้ก่อนคือผู้ชนะ(ที่แท้จริง)


"จะบ้าไปแล้วหรือ?! ใครยอมแพ้ก่อนก็ต้องเป็นผู้แพ้ซิ"
นี่อาจเป็นความคิดที่ผุดขึ้นมาในแว่บแรกของคนส่วนมาก อาจจะสัก 99.99% บนโลกใบนี้ก็เป็นได้ แต่ช้าก่อน นั่นมันบริบทภายนอกทั่วไป สิ่งที่ข้าพเจ้าอยากจะบอกเล่าต่อจากนี้เป็นเรื่องของภายในเสียมากกว่า

-------------------------------------------------------------------------
นิทานเรื่อง "ผมมันไม่ดีเอง" นิทานเรื่องนี้มีวัดอยู่ 2 แห่ง คือ วัดเหนือ และวัดใต้ วัดใต้นั้น เป็นวัดที่พระในวัดต่างสมัครสมานสามัคคี ตรงกันข้ามกับวัดเหนือ ซึ่งต่างทะเลาะบะแว้งกันอยู่ตลอดเวลา

"ท่านนั่นแหละที่ผิด!"
"ท่านต่างหากล่ะที่เป็นฝ่ายผิด!!"
"ท่านนั่นแหละ!!!"
"ท่านนั่นแหละ!!!!"

ไม่มีใครยอมลดราวาศอกให้แก่ใครเลย ต่างก็เห็นว่าตนเองเก่ง/ถูก/ดีที่สุดแล้ว

อยู่มาวันหนึ่ง พระจากวัดเหนือจึงไปถามพระจากวัดใต้ว่า "เพราะเหตุใด พระวัดใต้จึงรักใคร่กลมเกลียว ไม่ทะเลากันเลย"

พระจากวัดใต้จึงตอบทันทีว่า "เพราะวัดใต้มีแต่คนไม่ดี"
... พระวัดเหนือเงียบอึ้งไป พระวัดใต้จึงพูดต่อว่า
"ตัวอย่างเช่นวันก่อน พระอาจารย์เดินเหยียบน้ำที่หกบนพื้นแล้วหกล้ม พระลูกศิษย์รีบเข้ามากล่าวขอโทษพระอาจารย์ที่ละเลยไม่ยอมเช็ดพื้นเสียก่อนหน้านี้ ทำให้พระอาจารย์ต้องหกล้ม พระอาจารย์รีบตอบกลับว่า "เธอไม่ผิดหรอก ฉันต่างหากที่ไม่ดีเอง หากฉันเดินอย่างระมัดระวัง ฉันก็คงไม่หกล้มอย่างนี้ ฉันต่างหากที่ผิดเอง"

พระรูปอื่นๆ ภายในวัดต่างก็พูดในทำนองที่ว่า "เพราะผมไม่ดีเองที่... พระอาจารย์จึงหกล้มเช่นนี้" เมื่อเกิดหตุการณ์ใดๆ ขึ้น พระในวัดใต้ทุกรูปจึงอยู่ด้วยกันได้โดยที่ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันเลย เพราะต่างก็มองเห็นความไม่ดีของตนก่อนผู้อื่น และยอมรับได้อย่างสง่าผ่าเผย

-------------------------------------------------------------------------
แล้วคุณล่ะ? กล้ายอมรับว่าตนเองไม่ดี (จริงๆ) บ้างไหม?

ราตรีสวัสดิ์ :)



วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ศักยะที่เป็นไปได้ (Possibilities)




โดย สุวัฒนา ชุมพลกูลวงศ์
เครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา
คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๒

“เราจำเป็นต้องเป็นตัวเราตลอดเวลาไหม?”

พี่สาวพยาบาลทหารคนหนึ่งถามขึ้นในวงสุนทรียสนทนา เพราะช่วงที่ผ่านมา เธอกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง และต้องจัดกระบวนการกลุ่มโดยผลัดกับเพื่อนเป็นผู้นำกลุ่มและดำเนินการประชุมให้สำเร็จลุล่วง แน่นอนว่าทุกอย่างอยู่ในสายตาของผู้ประเมินซึ่งเธอเรียกว่า Commentator ตลอดเวลา

เธอถามคำถามนี้กับตัวเองในค่ำคืนหลังจากตัวเองเป็นผู้นำประชุม และถูก Commentator กระหน่ำความเห็นประหนึ่งหวดไม้ลงมาที่เธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า “กะว่าจะเอาให้ลงไปกองตรงนั้นให้ได้เลยกระมัง” เธอกล่าว เพื่อนๆ ถึงกับเข้ามาจับมือ ตบไหล่ และให้กำลังใจเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ ทั้งๆ ที่เธอเพียงแสดงเป็นตัวของเธอเองน่ะหรือ ผู้ประเมินถึงกระหน่ำคำพูดที่ทำร้ายกับเธอเช่นนี้?

ถ้าเช่นนั้นเธอควรจะทำเช่นไรดี?

วันถัดมา เธอจึงแสร้งทำเป็นซึมแต่เช้า ทั้งที่ปรกติเป็นคนที่มีความมั่นใจในตนเองมาก พูดจาฉะฉานและมีแววตาที่มุ่งมั่น และเพื่อให้สมบทบาทนี้ เธอถึงกับกรอกยาแก้ปวดหัวต่อหน้าเพื่อนฝูง ไม่ให้เพื่อนๆ ประหลาดใจว่าเธอแปลกไป เพราะวันนี้เธอจะเป็นคนปวดหัว ซึม เซื่อง และนำประชุมไม่ได้เรื่องไงล่ะ!

ผลที่เกิดขึ้นนับว่าเกินความคาดหมาย เพื่อนๆ และวงประชุมเซื่องซึมไปตามๆ กัน ยังไม่นับ Commentator ผู้เดิมที่ไม่อาจหวดไม้ตะบองที่เตรียมมาได้เลย

นี่อาจเป็นวิธีแก้ปัญหาหรือสถานการณ์ที่เธอต้องเผชิญให้ก้าวผ่านมาได้อย่างดีที่สุดแล้ว แต่กระนั้น ฉันกลับฟันธงไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้อยู่ในใจเงียบๆ

---------------------------------------

ตอนบ่ายหลังจากวงสนทนาจบลง ฉันเดินไปทานข้าวกับพี่สาวอีกสองคน เรายังคงพูดคุยถึงเรื่องราวของแต่ละคนกันต่อ พี่คนหนึ่งพูดในตอนท้ายเป็นเชิงสรุปความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับการทำงานในบริษัทที่ต้องกระตุ้นและฟูมฟักการเติบโตให้แก่พนักงานในความดูแลว่า “ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริง คนที่กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และเติบโตด้วยตัวเองเหล่านี้มีเป็นส่วนน้อย เราจึงยังต้องกระตุ้น ชักจูง ให้รางวัลคนส่วนใหญ่ให้กระตือรือร้นขึ้นมา”

ความไม่พอใจระคนกับความรู้สึกไม่เห็นด้วยก็เกิดขึ้นในใจของฉันอีกครั้ง

จากนั้น ภาพสมัยชั้นเรียนวิชา การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และวิชา สิ่งแวดล้อมศึกษา : ทฤษฎีและปฏิบัติ ในมหาวิทยาลัยของฉันก็ผุดตามขึ้นมาทันที (คุณพระช่วย! ใจเรามันเร็วจริงๆ)

“เป็นตัวของตัวเอง ตัวเองถูกเสมอ ทุกคนต้องหมุนรอบตัวฉัน” ฉันไม่ได้หมายความเช่นนั้น แต่ภาพตัวฉันและเพื่อนในสองชั้นเรียนนี้ ทำให้ฉันฉุกคิดถึงความเป็นตัวของตัวเอง ในอีกแง่มุมที่เรียกว่า “ศักยภาพดั้งเดิม”หรือ “ศักยภาพเดิมแท้” ที่มนุษย์แต่ละคนมีอยู่แล้ว และมีมาตั้งแต่ถือกำเนิด

หากเปรียบเทียบเพื่อนนักศึกษากว่า 10 ชีวิตช่วงก่อนและหลังจากเรียนทั้งสองวิชามาตลอดเวลา 1 ปี เราพบว่าการเติบโตของ “ตัวตน” แต่ละคนช่างสวยงามเหลือเกิน

“เหมือนแต่ละคนเป็นต้นไม้ ที่วันนี้ออกดอกออกมาอย่างสวยงาม” คือคำพูดเปรียบเปรยสิ่งที่เกิดขึ้นในวันสุดท้ายของการเล่าเรียนในวิชาเหล่านั้น

ด้วยกระบวนการเรียนรู้ของวิชาการจัดการทรัพยากรฯ ที่หนุนเสริมให้แต่ละคนเลือกทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ไม่มีการทำโทษหรือตำหนิอย่างฉับพลันทันที เช่น หากเข้าเรียนไม่ทันเวลา ไม่ส่งงานตามกำหนด หรือไม่ได้ศึกษาเอกสารมาล่วงหน้า อาจารย์ก็เพียงแต่ยิ้ม (จริงๆ!) ไม่ดุด่า แต่ก็ไม่ปล่อยปละละเลย และในวันที่มีกรณีเหล่านี้ พวกเราก็จะได้เรียนรู้และเข้าใจตนเองในสิ่งที่ไม่มีใครเคยสอน จากเรื่องราวเกิดขึ้นในชีวิตจริง

ส่วนวิชาสิ่งแวดล้อมศึกษาฯ ทุกคนจะต้องเขียนข้อเสนอโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาส่งในวันสุดท้ายของชั้นเรียนคนละชิ้น แต่ระหว่างนั้นฉันกลับได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองมากมายเหลือเกิน ตั้งแต่การเลือกหัวข้อโครงการ ซึ่งมันอาจใช้เวลาไปมากมายก็จริง แต่กลับเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในความคิดของฉัน พวกเราได้ค่อยๆ สำรวจว่าในโลกใบนี้ อะไรคือสิ่งที่เราสนใจ? อะไรคือสิ่งที่เราให้คุณค่า? เราจะเลือกหัวข้อที่ยากลำบากแต่ท้าทายความสามารถและจริงแท้กับความรู้สึกของตัว หรือจะเลือกหัวข้อพื้นๆ ทำให้เสร็จได้ง่ายๆ เพียงแค่พอแถกับคนอื่นได้ว่าตัวเองก็มีความสนใจนะ เพียงแค่ขั้นตอนนี้ก็อาจเรียกได้ว่าเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองมากกว่าเวลา 3 ปีที่ผ่านมาในมหาวิทยาลัยแล้วด้วยซ้ำ

ระหว่างการพัฒนาโครงการ ฉันเริ่มเห็นความกลัว ขี้กังวลและลังเลขนาดบิ๊กเบิ้มอาศัยอยู่ในใจของตัวเอง แม้จะทำการบ้านค้นคว้าแหล่งข้อมูลมามากมาย ศึกษากรณีที่คล้ายคลึงกับหัวข้อที่ฉันเลือกไว้มาเยอะแยะ แต่ฉันกลับไม่สามารถตัดสินใจทำอะไรได้เลย มีแต่ความลังเลไม่แน่ใจ ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรอื่น นอกเสียจากความกลัวว่าผลลัพธ์จะไม่สำเร็จ (แต่ปากก็แก้ตัวว่า ไม่รู้ขั้นตอนที่ชัดเจน)

ในเวลานั้น เพียงแค่คำพูดสั้นๆ ง่ายๆ ของอาจารย์ที่พูดขึ้นมาหลังจากที่ฉันเล่าให้ทุกคนฟังว่าฉันไปทำความรู้จักโครงการไหนมาและชอบแต่ละโครงการอย่างไร อาจารย์เพียงแต่พูดว่า “สำหรับที่นี่ ผมแนะนำว่าน่าไปดู” เท่านั้นเองฉันก็ใจชื้นขึ้น ความกังวลถูกวางพักเอาไว้ก่อน ฉันรีบขอจดหมายอนุญาต วางแผนการเดินทาง และไปเยี่ยมชมโรงเรียนตัวอย่างด้านจัดการของเสียเหลือศูนย์ภายในไม่กี่สัปดาห์

แน่นอนว่า ฉันเขียนข้อเสนอโครงการสำเร็จลงด้วยดี พร้อมกับความรู้สึกที่ไม่ได้โกหกตัวเองว่าฉันเข้าใจเรื่องที่ฉันสนใจนี้มากขึ้นจริงๆ และสิ่งที่ฉันประทับใจไม่มีวันลืมคือคำพูดว่า “น่าไปดู” ที่ไม่บีบคั้น ไม่ชักจูง เป็นเพียงความเห็นเปิดกว้างจากอาจารย์ ฉันได้ตัดสินใจเลือกเองว่าจะไปหรือไม่ และฉันก็ได้ไป … ด้วยตัวเอง

---------------------------------------

จากเรื่องราวทั้งหมดนี้ สิ่งที่ฉันอยากบอกก็คือ ครูไม่อาจอยู่กับเราได้ตลอดไป เช่นเดียวกัน พ่อแม่กับลูก เจ้านายกับลูกน้อง หรือระหว่างเพื่อนด้วยกัน การช่วยเหลือด้วยการกระตุ้น หลอกล่อ ชักจูง ในภาวะเริ่มต้นคงจำเป็นต้องกระทำกันบ้าง แต่นั่นไม่ใช่วิธีเดียวและวิธีสุดท้ายแน่นอน ฉันคิดว่าเป้าหมายสูงสุดของการศึกษา คือ การให้คนแต่ละคนสามารถเหนี่ยวนำตนเองให้กระทำสิ่งใด หรือไม่กระทำสิ่งใด ได้ด้วยตนเองต่างหาก เพราะเมื่อนั้นแล้ว ไม่ว่าใครจะล่อหลอกเขาด้วยสิ่งใด ดูน่าเชื่อถือหรือถูกต้องแค่ไหน เขาก็จะเลือก ด้วยความคิดความเชื่อที่ใคร่ครวญแล้วของตนเอง เขาจะเป็นผู้รับผิดชอบชีวิตของเขาเอง และเขาจะกระทำสิ่งต่างๆ อย่างเต็มความสามารถที่ตนมี มิใช่เพียงทำให้ได้เท่าที่ผู้อื่นเรียกร้องเขาให้กระทำ

จึงน่าตั้งคำถามยิ่งนักว่า เพราะสาเหตุใดลูกจ้างในบริษัทชั้นนำที่มีค่าตอบแทนสูงๆ หรือนักเรียนในโรงเรียนที่มีเนื้อหาการสอนเข้มข้น ถึงได้เซื่องซึมและไร้เรี่ยวแรงในการเติบโตและเรียนรู้ได้? ผิดวิสัยสิ่งมีชีวิตยิ่งนัก และบทบาทของพ่อ แม่ เพื่อน พี่ น้อง โค้ช เพื่อช่วยให้คนเราเป็นตัวของตัวเอง สามารถโลดแล่นไปในโลกแห่งการกระทำอย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้งได้นั้น จะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างไร?

อาจารย์เคยกล่าวกับนักศึกษาในชั้นเรียนว่า “อย่าฆ่าคำถามดีๆ ด้วยคำตอบห่วยๆ” เพราะฉะนั้นฉันจะไม่รีบร้อนด่วนสรุป และหยิบยื่นคำตอบให้ในที่นี้ แต่จะขอยกหน้าที่ให้เราต่างไปพินิจใคร่ครวญคำถามเหล่านี้ต่อด้วยตัวเราเอง หากคุณคิดว่าคำถามเหล่านี้ดีพอนะ

ราตรีสวัสดิ์

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552

โต้คลื่นอารมณ์



มันยากเหมือนกันนะ ที่จะค้นลงไปในทะเลแห่งอารมณ์ความรู้สึกที่กำลังโหมคะนองเยี่ยงพายุ

แต่มันก็คุ้มค่าที่จะ contemplate ไปกับชั่วขณะแห่งความไม่เข้าใจนั้น


เปรียบอารมณ์เหมือนคลื่นก็ดีนะ เพราะสติที่คอยเฝ้าดูก็คือคนเล่นกระดานโต้คลื่นนั่นแหละ

ที่จะทรงตัว เลี้ยงตัว ติดตามยอดคลื่นที่โผขึ้นโผลง ลูกแล้วลูกเล่า...

บางคราวก็พลาด ร่วงหล่นลงน้ำเป็นธรรมดา

หากไม่จมจ่อมกับความผิดพลาดนั้น (เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ก็คงจมน้ำตายได้เลย)

ก็แค่ว่ายขึ้นมาเกาะกระดาน แล้วขึ้นยืนโต้คลื่นใหม่

หันหลังให้กับอดีต เพียงจดจ่ออยู่กลับการทรงตัวในขณะนั้น ไม่ต้องคาดคิดหาสาเหตุแห่งพายุอารมณ์

แค่แล่นลอย ติดตามมันไป...ไป...ไป

แล้วมันก็จะคลี่คลายเอง

ความลับจึงผุดพรายจากใต้ท้องทะเลได้


ฟ้าหลังฝนส่องแสงเรืองรองสว่างสดใสเสมอ


:-) May all be blessed with Eastern Sun

--------------------------------------------
สรุป สิ่งที่ฉันต้องการ คือ A talk (not money) โอเค๊ะ?

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ศักยะที่เป็นไปได้



เราจำเป็นต้องเป็นตัวเราตลอดเวลาไหม?

นี่คือคำถามที่พี่สาวพยาบาลทหารคนหนึ่งถามขึ้นระหว่างที่เธอกำลัง check-in เข้าสู่วงสนทนา Dialogue Oasis1 เมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา เรื่องมันมีอยู่ว่า ช่วงที่ผ่านมา จากที่เธอ (ขอเรียกว่า พี่ M เพื่อให้เข้าใจตรงกันก็แล้วกัน เพราะจะมีตัวละครอีกหลายคน) เคยทำงานเป็นพยาบาลในด้านกึ่งๆ HR - OD มานาน เธอกลับต้องกลายมาเป็นนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากอายุงานในสายทหารเข้าเกณฑ์ โดยทุกๆ บ่ายจะมีการจัดกระบวนการกลุ่ม และทุกๆ คนในกลุ่มนักเรียนประมาณ 10 กว่าคนจะต้องหมุนเวียนพลัดเปลี่ยนกันมาเป็นผู้นำกลุ่มและดำเนินการประชุมให้สำเร็จลุล่วง แน่นอนว่าทุกอย่างอยู่ในสายตาของผู้ประเมินซึ่งเธอเรียกว่า Commentator เลียนแบบรายการตามล่าหาดาวอย่างไรอย่างนั้น ;-P

เธอถามคำถามนี้กับตัวเองในค่ำคืนหลังจากที่เธอเป็นผู้นำประชุมเมื่อบ่ายวันนั้น และถูก Commentator กระหน่ำคอมเมนท์ประหนึ่งหวดไม้ลงมาที่เธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า “กะว่าจะเอาให้ลงไปกองตรงนั้นให้ได้เลยกระมัง” เธอกล่าว เพื่อนในกลุ่มจำนวนหนึ่งถึงกับเข้ามาจับมือตบไหล่และให้กำลังใจเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ ทั้งๆที่เธอเพียงแสดงเป็นตัวของเธอเองน่ะหรือ - ผู้ประเมินถึงกระหน่ำเธอเช่นนี้? ถ้าเช่นนั้นเธอควรจะทำเช่นไรดี?

วันถัดมา พี่ M แสร้งทำเป็นซึมแต่เช้า และเพื่อให้สมบทบาท ก็ถึงกับกรอกยาแก้ปวดหัวต่อหน้าเพื่อนฝูงเสียด้วย เมื่อเข้ากระบวนการกลุ่มในตอนบ่ายเพื่อนๆ จะได้ไม่ประหลาดใจว่าเธอแปลกไป เพราะวันนี้เธอจะเป็นคนปวดหัว ซึม เซื่อง และนำประชุมไม่ได้เรื่องไงล่ะ! ผลที่เกิดขึ้นนับว่าเกินความคาดหมาย เพื่อนๆและวงประชุมเซื่องซึมตามเธอไปตามๆกัน ยังไม่นับ Commentator ผู้เดิมที่ไม่อาจหวดไม้ตะบองที่เตรียมมาได้…

นี่อาจเป็นวิธีแก้ปัญหาหรือสถานการณ์ที่เธอต้องเผชิญให้ก้าวผ่านมาได้อย่างดีที่สุดแล้ว แต่กระนั้น ฉันกลับฟันธงไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้อยู่ในใจเงียบๆ

-----

ตอนบ่ายหลังจากโอเอซิสนัดนี้จบลง ฉันเดินไปทานข้าวกับพี่สาวสองคนในห้างสรรพสินค้าใกล้ๆนั้น บนโต๊ะทานอาหารเราก็ยังพูดคุยถึงเรื่องราวของแต่ละคนกันต่อ พี่สาวคนหนึ่งพูดเชิงสรุปความเห็นของตนเองเกี่ยวกับการทำงานในบริษัทที่ต้องกระตุ้นและฟูมฟักการเติบโตให้แก่พนักงานในความดูแลว่า

“ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริง คนที่กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และเติบโตด้วยตัวเองเหล่านี้มีเป็นส่วนน้อย เราจึงยังต้องกระตุ้น ชักจูง ให้รางวัลคนส่วนใหญ่ให้กระตือรือร้นขึ้นมา” และความไม่พอใจระคนกับความรู้สึกไม่เห็นด้วยก็เกิดขึ้นในใจฉันอีกครั้ง ถัดจากนั้นคือภาพสมัยชั้นเรียน NREM, EETP และ IA2B2 ก็ผุดตามขึ้นมาทันที (คุณพระช่วย ใจเรามันเร็วจริงๆ)

~โฉมหน้าฉันและเพื่อนๆ ร่วมคลาส EETP~

-----

“เป็นตัวของตัวเอง ตัวเองถูกเสมอ ทุกคนต้องหมุนรอบฉัน” ฉันไม่ได้หมายความถึงความเป็นตัวของตัวเองแบบนี้ เช่นเดียวกัน หรือหากตอบคำถามของพี่ M ด้วย Voice Dialogue หรือที่กลุ่มวงน้ำชาเรียกกันว่า สนทนากับเสียงภายใน นั้น ก็คงจะตอบได้ไม่ยาก3 แต่ภาพตัวฉันและเพื่อนๆ ขณะวิ่งเล่นอยู่ในชั้นเรียนเหล่านั้น ทำให้ฉันฉุกคิดถึง ความเป็นตัวของตัวเอง ในอีกแง่มุมหนึ่ง แง่มุมที่เรียกว่า ศักยภาพดั้งเดิม หรือศักยภาพเดิมแท้ ที่มนุษย์แต่ละคนมีอยู่แล้วตั้งแต่เกิด

เฉพาะแค่เพื่อนร่วมรุ่นจำนวนไม่เกิน 10 ชีวิต ที่ลงทะเบียนเรียนวิชา NREM และ EETP ในขณะที่เป็น น.ศ. ปี3ด้วยกันเป็นเวลา 1 ปีนั้น หากเปรียบเทียบก่อนและหลังเรียนวิชาเหล่านี้ ก็พบว่า การเติบโตของ “ตัวตน” แต่ละคนช่างสวยงามเหลือเกิน

“เหมือนแต่ละคนเป็นต้นไม้ ที่วันนี้ออกดอกออกมาอย่างสวยงาม” คือคำกล่าวของหนึ่งในเพื่อนร่วมชั้น เปรียบเปรยสิ่งที่เกิดขึ้นในวันสุดท้าย ซึ่งเป็นการนำเสนอโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่แต่ละคนเลือกตั้งแต่หัวข้อ(อย่างยากเย็น)ตั้งแต่วันแรกของคลาส

ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่ยุยงส่งเสริมให้แต่ละคนเลือกทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ไม่มีการทำโทษหรือตำหนิอย่างฉับพลันทันที เช่น หากมาเข้าเรียนไม่ทันเวลา หรือไม่ส่ง assignment/สมุดบันทึกในวันที่กำหนดให้ส่ง หรือไม่ได้ทำการบ้าน/ศึกษาเอกสารที่จะนำมาพูดคุยกันในชั้นเรียนวันนั้น อาจารย์ก็จะเพียงแต่ยิ้ม ไม่ดุด่าแต่ก็ไม่ปล่อยปละละเลย ในวันที่มีกรณีเหล่านี้ เราจึงได้เรียนรู้และเข้าใจตนเองในสิ่งที่ไม่มีใครเคยสอน(หรืออาจสอนได้)จากสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง

ในวิชาที่สอง, EETP หรือ สิ่งแวดล้อมศึกษา, หัวใจหลักคือเราแต่ละคนจะต้องเขียน Proposal โครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาส่งในวันสุดท้ายของชั้นเรียนคนละ 1 เล่ม 1 เรื่อง ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น แต่ระหว่างนั้นฉันได้เรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับตัวฉันเอง ตั้งแต่การเลือกหัวข้อของตนเอง ซึ่งมันอาจใช้เวลาไปมากมายก็จริง (และฉันเชื่อว่าผู้ใหญ่ส่วนมากก็คงอึดอัด รำคาญความยืดยาด ตัดสินใจไม่ได้ของพวกฉันและคิดหาหัวข้อ เลือกให้เสร็จสรรพ ยัดใส่มือแต่ละคนพร้อมไล่ไปทำอย่างแน่นอน) แต่กลับเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในความคิดของฉัน พวกเราได้ค่อยๆสำรวจว่าในโลกใบนี้ อะไรคือสิ่งที่เราสนใจ? อะไรคือสิ่งที่เราให้คุณค่า? เราจะเลือกหัวข้อที่ยากลำบากแต่ท้าทายความสามารถและจริงแท้กับความรู้สึกของตัว หรือจะเลือกหัวข้อพื้นๆเพลนๆทำให้เสร็จได้ง่ายๆ เพียงแค่พอแถๆกับคนอื่นได้ว่าตัวเองก็มีความสนใจนะ เพียงแค่ขั้นตอนนี้ก็อาจเรียกได้ว่าเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองมากกว่าเวลา 3 ปีที่ผ่านมาในมหาวิทยาลัยแล้วด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ ในระหว่างทางพัฒนาโครงการ ฉันยังเริ่มเห็นความกลัว ขี้กังวลและลังเลขนาดบิ๊กเบิ้มอาศัยอยู่ในใจของตัวเอง แม้จะทำการบ้านค้นคว้าแหล่งข้อมูลมามากมาย ศึกษากรณีที่คล้ายคลึงกับหัวข้อที่ฉันเลือกไว้มาเยอะแยะ แต่ฉันกลับไม่สามารถตัดสินใจทำอะไรได้เลย มีแต่ความลังเลไม่แน่ใจ ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรนอกจากความกลัวว่าผลลัพธ์จะไม่สำเร็จ (แต่ปากก็แก้ตัวว่า ไม่รู้ขั้นตอนที่ชัดเจน :-P) ในเวลานั้น เพียงแค่คำพูดสั้นๆง่ายๆของอาจารย์ที่พูดหลังจากฉันเล่าให้ทุกคนฟังว่าฉันไปทำความรู้จักโครงการไหนมาและชอบแต่ละโครงการอย่างไร อาจารย์เพียงพูดว่า “สำหรับที่นี่4 ผมแนะนำว่าน่าไปดู” : ) เท่านั้นเองที่ฉันใจชื้นขึ้นมา ความกังวลถูกทิ้งเอาไว้ก่อน แล้วฉันก็รีบดำเนินการขอจดหมายอนุญาต วางแผนการเดินทาง และไปเยี่ยมชมโรงเรียนตัวอย่างในด้านของเสียเหลือศูนย์ภายในไม่กี่สัปดาห์

แน่นอนว่า ฉันเขียน Proposal โครงการส่งอาจารย์ในท้ายเทอมได้ด้วยดี พร้อมด้วยความรู้สึกที่ไม่ได้โกหกกับตัวเองว่าฉันเข้าใจเรื่องที่ฉันสนใจนี้มากขึ้นจริงๆ แต่สิ่งที่ฉันประทับใจไม่มีวันลืม ก็คือคำพูดที่ว่า “น่าไปดู” ที่ไม่บีบคั้น ไม่ชักจูง … เป็นเพียงคำพูด ความเห็นของอาจารย์ เปิดกว้าง … ฉันเป็นคนสุดท้ายที่จะเลือกเองว่าจะไปดูที่นี่หรือไม่ไป และฉันก็ได้ไป… ด้วยตัวเอง

สิ่งที่ฉันอยากจะบอกเล่าหลังจากที่เล่าเรื่องราวทั้งหมดแล้วก็คือ ครูไม่อาจอยู่กับเราได้ตลอดไป เช่นเดียวกับพ่อแม่กับลูก เจ้านายกับลูกน้อง หรือระหว่างเพื่อนด้วยกัน การช่วยเหลือด้วยการกระตุ้น หลอกล่อ ชักจูง ในภาวะเริ่มต้นคงจำเป็นต้องกระทำกันบ้าง แต่นั่นไม่ใช่มรรควิถีท้ายสุดแน่นอน ฉันคิดว่า เป้าหมายสูงสุดคือการให้คนแต่ละคนสามารถเหนี่ยวนำตนเองให้กระทำสิ่งใด ไม่กระทำสิ่งใด ได้ด้วยตนเองต่างหาก เพราะเมื่อนั้นแล้ว ไม่ว่าใครจะล่อหลอกเขาด้วยสิ่งใด ดูน่าเชื่อถือหรือถูกต้องแค่ไหน เขาก็จะเป็นผู้เลือก ด้วยความคิดความเชื่อที่ใคร่ครวญแล้วของเตน เขาจะเป็นผู้รับผิดชอบชีวิตของเขาเอง และเขาจะกระทำสิ่งต่างๆอย่างเต็มความสามารถที่ตนมี มิใช่เพียงให้ได้เท่าที่ผู้อื่นเรียกร้องเขาให้กระทำ

จึงน่าตั้งคำถามยิ่งนัก ว่าทำไมลูกจ้างในบริษัท หรือนักเรียนในโรงเรียน จึงไร้แรงบันดาลใจและความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ ดังที่พี่สาวในวงสนทนาไดอะลอค โอเอซิสทั้งสองคนเล่ามา?​ และบทบาทของพ่อ แม่ เพื่อน พี่ น้อง โค้ช เพื่อช่วยให้คนเราเป็นตัวของตัวเองอีกครั้งได้นั้นจะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างไร?

นานาจิตตัง

25 ส.ค. 52


1 Dialogue Oasis จัดทุกวันเสาร์ที่ 3 ของเดือน ณ บ้านพักคริสเตียน ไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม

2 NREM, EETP และ IA2B ย่อมาจาก Natural Resource and Environmental Management, Environmental Education : Theory and Practice และ Interdisciplinary Approaches to Biodiversity ตามลำดับ เป็นรายชื่อวิชาเลือกของภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย… มี ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ เป็นอาจารย์ผู้สอน (ซึ่งวางตัวเป็นกระบวนกรมากกว่า…)

3 สุดยอดของการเรียนรู้ด้านนี้ ตามความเห็นของฉัน คือ เป็นอะไรก็ได้ (อาจเป็นด้านที่ตรงข้ามกับตนเองด้วยซ้ำ) ที่เหมาะสมควรต่อสถานการณ์และบริบทเหล่านั้น ซึ่งอาศัยกระบวนการตื่นรู้อย่างมหาศาล (อาจคล้ายคำของอาใหญ่ที่ว่า “ตื่นโพลง” ก็เป็นได้กระมัง)

4 อย่างที่เขียนในเนื้อความแล้ว “ที่นี่” หมายถึงโรงเรียนรุ่งอรุณ โรงเรียนนำร่อง"ของเสีย"เหลือศูนย์ รางวัลดีเด่นระดับประเทศ ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน ปี พ.ศ.2547 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://ra.zerowaste.googlepages.com/home

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Poem to My Dear


Dear, Fear ...

you come and go.

No things lasting forever.

Just like the wind -

come and go,

come and go ...


by NaNaChidTanG 090624 0:00

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เรื่องเล่า ภาวนา กลางกรุง (1)


และแล้ววันนี้ก็มาถึง เช้าวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2552 ท้องฟ้าสดใส ประโปรยไปด้วยปุยเมฆขาวประปราย ฉันตื่นนอนแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวไปงานภาวนากลางกรุง ซึ่ง “ขวัญแผ่นดิน สถาบันเพื่อการเรียนรู้โลกด้วยใจ” จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ฉันอยู่ในภาวะปลอดโปร่งโล่งสบายเท่าที่จะทำได้ หลังจากนอนดึกและตื่นเช้าซึ่งผิดวิสัยส่วนตัวยิ่งนัก ;-P แถมยังพกความประหวั่นใจเพราะเป็นการจัดงานภาวนาครั้งแรกร่วมกับพี่ๆน้องๆในสถาบันอีกด้วย
ย่างเข้า 8 นาฬิกา ผู้คนเริ่มทยอยเข้ามาในห้องและลงทะเบียน แม้ผู้ที่ลงชื่อไว้ล่วงหน้าบางท่านจะไม่สามารถมาได้ แต่ผู้ที่ไม่ได้ลงชื่อไว้กับเราล่วงหน้า ก็สาวเท้าก้าวเข้ามาในงานมากหน้าหลายตา ใจของฉันในฐานะผู้จัดจึงชื้นขึ้นมาเล็กน้อย บรรยากาศในห้องดูมีชีวิตชีวามากขึ้น บางคนนั่งจับกลุ่มคุยกันเงียบๆ เพราะเพิ่งเจอกันครั้งแรก ในขณะที่บางคนซึ่งเคยเจอกันในงานอบรมต่างๆร่วมกันมาบ้างก็พูดคุยทักทายกันอย่างเบิกบานเพราะไม่ได้เจอกันมานาน หรือบางท่านก็เดินชมและช็อปหนังสืออย่างสบายใจ

กิจกรรมเริ่มแรกแห่งวัน เริ่มจากการเปิดใจจากทีมผู้จัด ทั้งพี่จุ๋ม และพี่เก่ง ว่าแม้จะถึงเวลาเริ่มกิจกรรมแล้ว ก็ยังมีแต่ความไม่รู้เหมือนกันว่าวันนี้จะเป็นเช่นไร จะพูดอะไรดี จะจัดกิจกรรมอะไรบ้าง และจะตอบโจทย์ความต้องการ/ความคาดหมายของผู้เข้าร่วมได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในวันนี้จึงไม่มีใครแม้สักคนจะรู้ล่วงหน้าเลยว่าต่อไปจะเป็นเช่นไร แต่เมื่อพี่จุ๋มเชิญเสียงระฆังให้ดังกังวานไปทั่วห้อง พร้อมกับน้อมนำให้ทุกคนกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวกับใจสักครู่ แล้วจึงเชื้อเชิญให้เขยิบนั่งเข้ามาชิดๆกันหน่อย พี่เก่งและพี่จุ๋มรู้สึกเหินห่างกับทุกคนมากเลย :-) ผู้เข้าร่วมแต่ละคนก็ได้ลำเลียงความเป็นตัวเองและความคาดหวังสำหรับการมาร่วมงานในครั้งนี้กันถ้วนทั่วและอบอุ่นยิ่งนัก บางส่วนมาจากองค์กรธุรกิจ ส่วนบางคนทำงานด้านสาธารณสุข นักศึกษารุ่นใหม่ของหลักสูตรปริญญาโทจิตตปัญญาก็มาด้วยกันอย่างอบอุ่น หรือจะเป็นเพื่อนๆ พี่ๆ และคนรู้จักของพวกเรา บางคนมากันเป็นครอบครัว บางคนนอกจากจะชักชวนพี่น้องผองเพื่อนมา ยังพาแฟนมาอีกด้วย (น่ารักจริงๆ) เมื่อแนะนำตัวกันอย่างสั้นๆจนครบ เราก็เริ่มเห็นความแตกต่างหลากหลายซึ่งเป็นสีสันของการรวมกลุ่มสังฆะนี้ได้ชัดเจนมากขึ้น เพราะบางคนก็เคยเรียนรู้การเจริญสติภาวนากันมาแล้ว เป็นศิษย์ร่วมสำนักกันก็ไม่น้อย และที่เป็นศิษย์หลายสำนักก็มีด้วยเช่นกัน บางคนก็ไม่เคยรู้จักการภาวนามาก่อนเลย อาจจะเพียงแค่ได้ยินได้อ่านได้ฟังแต่ยังไม่เคยได้ลงมือทำด้วยตัวเองเสียที อย่างไรก็ตาม ฉันกลับรู้สึกสบายใจมากๆ ที่กลุ่มผู้เข้าร่วมที่หลากหลายเช่นนี้ ไม่มีอาการวางตนวางภูมิแต่อย่างใดเลย แม้ผู้เริ่มปฏิบัติหรือผู้เยาว์ก็ได้รับการเคารพจากทุกคน ซึ่งยิ่งเวลาผ่านไป กระบวนกรก็ได้นำพากิจกรรมแล้วกิจกรรมเล่าให้เราได้เรียนรู้และลงลึกกับการเคารพและยอมรับผู้อื่นมากยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น
ฉันคาดว่า หากผู้ใดนึกภาพว่าจะมานั่งสมาธิเงียบๆ สลับกับเดิน นอน พักกันอย่างเงียบเชียบเรียบร้อย หรือมานั่งฟังผู้รู้บรรยายๆๆและตรวจว่าใครปฏิบัติถูกต้องหรือไม่แล้วล่ะก็ คงจะต้องช็อคกับสิ่งที่ต้องเจอในวันเสาร์ที่ผ่านมาแน่ๆ เพราะพี่จุ๋มนำพาพวกเรานั่งบ้าง เดินบ้างก็จริง หรือพูดถึงหัวข้อนู่นนี่นิดหน่อย แต่ทั้งหมดไม่ได้บอกอย่างตรงๆเลยว่า ภาวนา คือ อะไร มีสติรู้ตัวที่ถูกต้อง คือ แบบไหน ยิ่งไปกว่านั้น ยังจัดกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันเยอะมาก จนพวกเราทีมงานมานั่งคุยกันที่หลังยังบอกเลยว่า จริงๆ แล้ว งานวันนี้ คือ ภาวนา ตอน ไดอะลอค ชัดๆ
มีอยู่ช่วงหนึ่งในตอนบ่าย หลังจากที่ลุกขึ้นเดินสะเปะสะปะปนเปกันไปมาในห้องได้สักพัก พี่จุ๋มก็ให้เราจับคู่กับคนข้างๆ แล้วเล่าเรื่องราวความทุกข์ของเราให้เพื่อนฟัง เช่นเดิมกับในตอนเช้า ซึ่งให้พวกเราจับคู่กัน และสะท้อนประสบการณ์ที่ได้จากการเดินอย่างรู้ตัว ฝ่ายที่ฟังก็ขอให้ฟังเฉยๆ ไม่พูดแทรก ไม่ถาม ไม่ตัดสิน เมื่อคนแรกเล่าจบ ก็นั่งทำสมาธิสักพัก แล้วคนที่สองก็เริ่มเล่าบ้าง ฉันจับคู่กับพี่ นศ. จิตตปัญญา รุ่นที่ 2 ซึ่งเคยพบเจอกันในการอบรมนพลักษณ์มาก่อน ต่างก็มองตากันแล้วพี่เค้าก็ให้ตัวฉันพูดก่อน (ออกแนวอึกอักกันเล็กน้อยทั้งคู่) ตอนแรกฉันก็รู้สึกว่าไม่มีเรื่องทุกข์หนักหนาใด แถมเพราะตอนเดิน แม้พี่จุ๋มจะไกด์ให้เราลองทบทวนถึงเรื่องราวความทุกข์ของตน แต่ฉันก็ไม่ได้นึกหรอก :-D อย่างไรก็ดี ฉันก็ค่อยๆ ลำเลียงให้เรื่องราวมันออกมาตามธรรมชาติ ซึ่งกลับกลายเป็นว่า หลังจากที่เราทั้งสองได้บอกเล่าและรับฟัง-กันและกันแล้ว ฉันก็พบว่าเราต่างก็มีเรื่องราวความทุกข์คล้ายคลึงกันเลย และการที่เราได้บอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้-ออกมา ในขณะที่มีคู่หูทำหน้าที่เป็นเพื่อนฟังอย่างไม่ตัดสินแม้ในใจ ก็ทำให้เราสามารถยอมรับตนเองได้อย่าง-ง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องเก็บกักหรือจัดการกับมันเช่นปรกติเคยชิน เพียงแค่ยอมรับว่านี่คือความทุกข์ของเรา นี่คือสิ่งที่มีคุณค่าและความหมายสำหรับเรา และเรากำลังมองหาหนทางที่จะนำพาชีวิตของเรา และคนรอบข้าง-ไปสู่ความสงบศานติ ช่างน่ามหัศจรรย์เหลือเกินที่การพบปะระหว่างคนรู้จักกันธรรมดาไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันมานาน เพียงมาอยู่ร่วมกันในพื้นที่สบายๆ แต่เปิดกว้างเพื่อการเรียนรู้แห่งนี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง เราก็สามารถบอกเล่าเรื่องราว-ที่เราทุกข์ที่สุดออกมาให้ผู้อื่นฟังได้อย่างง่ายดาย นี่สินะ มนตราของพลังกลุ่ม ;-)
อีกนัยหนึ่ง การจับคู่แลกเปลี่ยนและไดอะลอคกับเพื่อนนี้ ก็คือ แบบฝึกหัดสติระหว่างการพูด-ฟังนั่นเอง ฟังอย่างรู้เท่าทันความคิด วิเคราะห์ ตัดสิน วิจารณ์ผู้อื่นของเรา ฟังอย่างรู้เท่าทันเสียงชื่นชม ยินดี เห็นอกเห็นใจ-ผู้อื่นของเรา หรือยามที่ตนเป็นฝ่ายเล่า ก็ตามดู ตามรู้ ทันบ้างไม่ทันบ้าง กับอารมณ์เศร้า น้อยอกน้อยใจ หยิ่งลำพอง ฯลฯ หรือความขวยอาย และลังเลว่าจะเล่าเรื่องส่วนตัว และอาจจะดูไม่ดีให้คนตรงหน้าฟังดีไหม การตามรู้หลังจากที่เสียงเหล่านี้เกิดขึ้นมาในหัวของเรานี่แหละ ที่ทำให้เราไม่ต้องเป็นทาสผู้รับใช้อารมณ์ความรู้สึก หรือความคิดเหล่านั้นอย่างอับจนหนทาง เราเพียงแต่รับรู้ อยู่กับมัน เป็นเพื่อนกับมัน เท่านั้นเอง
ในตอนท้ายก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้าน พวกเราล้อมวงคุยกันเป็นวงใหญ่อีกครั้ง พร้อมทั้งบอกกล่าว-สิ่งที่แต่ละคนได้รับ หรือเรียนรู้ในวันนี้ มีพี่สาวคนหนึ่งได้แบ่งปันประสบการณ์ที่ตนเองมีเกี่ยวกับ “มิตรแท้แห่งตน” ในวันนั้นได้อย่างน่าประทับใจมาก เธอกล่าวว่า เธอเคยได้รับคำครหาว่ายึดติดกับคำนำหน้าชื่อ ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการงาน และเธอรู้สึกไม่ดีมากๆ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอกลับเอาแต่เจ็บปวด และผิดหวัง คอยพยายามวางตัวไม่ให้เป็นเช่นคำครหานั้น ทว่า เธอกลับเพิ่งค้นพบว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมัวแต่ไปให้อภัยคนอื่น แต่ไม่เคยให้อภัยตนเองอย่างแท้จริงเลยต่างหาก
ระหว่างที่ฟังผู้เข้าร่วมคนอื่นๆได้บอกเล่าประสบการณ์การเรียนรู้ของตนออกมานั้นเอง คำว่า Contemplative Society ก็ลอยขึ้นมาในห้วงความคิดคำนึงของฉัน เป็นคำๆเดียวกันกับที่ อ. ณัฐฬส วังวิญญู เห็นในฝันของเขาพร้อมๆ กับภาพของ ท่าน Trungpa Rinpoche ในกลางดึกเมื่อสองวันก่อนนี้เอง คำว่า Contemplative Society นั้นช่างสั่นพ้องซ้อนทับกับภาพที่ปรากฎแก่ตาตรงหน้านี้เสียจริง พื้นที่เล็กๆ แห่งนี้อาจจะเป็น Oasis อีกแห่งภายในเมืองหลวงเมืองใหญ่อันแสนวุ่นวาย ที่ความมีสติรู้ตัวในคนเล็กๆน้อยๆเหล่านี้จะค่อยๆสั่นสะเทือนจากภายในและแผ่ขยายออกไปส่งผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ในสักวันหนึ่งได้อย่างแน่นอน ฉันครุ่นคิดอยู่ในใจก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายและเลิกรากันกลับไปหมด
ด้วยจิตน้อมคารวะ องค์พุทธะในตัวทุกคน
นานาจิตตัง : 15 มิถุนายน 2552
( แก้ไขล่าสุด 17 มิ.ย. 52 )

หมายเหตุ* สำหรับงานภาวนากลางกรุงครั้งต่อไป เราจะนัดเจอกันในวันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2552 โดย อ. สมชาย สุนทรยาตร และทีมงานขวัญแผ่นดินเช่นเดิม (แต่รับรองว่าเกลียวพลวัตของการเรียนรู้ในแต่ละคนย่อมไม่มีทางเหมือนเดิมแน่นอนค่ะ)
สนใจติดต่อสอบถามและขอรับใบสมัครได้ที่ contact@earth-soul.com หรือ 089-781-0981 (วิลาสีนี) ยินดีต้อนรับทั้งผู้ที่ยังไม่เคยมา หรือไม่เคยฝึกปฏิบัติภาวนามาก่อนก็ได้ รวมทั้งผู้ที่เคยฝึกมาแล้วแต่ไม่เคยมาร่วมงานนี้ หรือเคยแล้วทั้งสองอย่าง ก็สามารถมาร่วมกันภาวนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในวันนั้นได้ค่ะ ยินดีต้อนรับทุกคนเสมอค่ะ

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

It’s gotta be you

ฉันหลงรักหนังสือในชั้นหนังสือในร้าน

มากเกินกว่าที่จะเรียกถามพนักงานให้พาไปหาเสียซื่อๆ

การเดินหลงทางท่ามกลางหนังสือร้อยแปด

ได้ค่อยๆไล่สายตาไปตามตัวหนังสือบนสันปก

รอคอยวินาทีที่ใจจะบอก…ว่าเล่มนี้แหละ ที่เหมาะกับฉัน

 

วันนี้ฉันตกหลุมรักหนังสือเล่มหนึ่ง

ปกผ้าสีขาว แถบสีดำรองรับอักขระสีทอง

เธอชื่อเมล็ดพันธ์ุใหม่แห่งการภาวนา

วันนี้ฉันก็ไปงานภาวนา “มิตรแท้แห่งตน” มา…

 

ไม่มีความบังเอิญในจักรวาล

 

It’s gotta be you, It’s gotta be me, We gotta be free…hmm hmm

 

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

บอกคราวเล่าความ#01


ช่วงนี้นาสบายดีนะคะ...

พยายามฝึกฝนระเบียบวินัยในตัวเอง 
เพราะรับงานอิสระ (รับมาแล้ว ทำงานที่บ้าน)
เงินเค้าก็ให้ งานก็ไม่ตามจี้ 
(ดีไปไหมเนี่ย? - 555 แต่ชอบนะ)

บางทีก็นึกถึงคำ 2 คำซึ่งอาจจะขัดแย้งกัน
"อิสรภาพ" กับ "ระเบียบวินัย" 
ไม่มีแม้แต่คำถามด้วยซ้ำ แต่เหมือนเราพยายามหาจุดสมดุลระหว่าง 2 นามธรรมนี้
(จริงๆ ก็พยายามหาสมดุลในหลายๆ ด้านนั่นแหละ)

แล้วก็... กำลังแฮปปี้กับการทำงานด้วย เพราะมันแยกกับการเรียนรู้ไม่ออกเลย ตื่นเต้นๆ สิ่งที่เราเคยคาด เคยวาด ความฝันเอาไว้ แม้จะไม่ได้อยู่ในระบบ (ครั้งแรก เราไม่รับสิทธิ์นั้น ครั้งที่สอง เค้าบอกว่าเราไม่มีสิทธิ์สอบ) แต่เรากลับคิดว่า บางที... มันอาจเข้มข้นกว่าการเรียนในระบบด้วยซ้ำ มันเข้มข้น มั่วซั่ว สดมากๆ แล้วก็ใช้ความเป็นตัวเองในการทำความเข้าใจและเรียนรู้องค์ความรู้เหล่านั้นด้วย :-)

ปล. งานที่จับอยู่ในมือตอนนี้ ก็มี 
- Edit หนังสือ (คือ เราดูที่เค้าแปลมาแล้วอีกทีน่ะ) 
หนังสือยังไม่มีชื่อภาษาไทยเลย (ใครคิดออกบอกด้วยนะคะ :-p) 
ส่วนชื่อภาษาอังกฤษคือ "What the Bleep do We Know?: Discovering the Endless Possibilities for Altering Your Everyday Reality" 
ซึ่งแม้ชื่อรองจะคล้ายๆหนังสือจิตวิทยาเกร่อๆ แต่เนื้อหาจริงๆ ส่วนมาก คือ ควอนตัม (เราจบชีววิทยามา...อ่านรู้เรื่องมากกกกกก (กัดฟัน)) กับ ความหมายทางจิตใจ/จิตวิญญาณ วิทยาศาสตร์ ปรัชญา ศาสนา ... 
สรุป - มันมีทุกอย่างเลย มันส์มาก 555 (มีหนังชื่อเดียวกันด้วยนะ ลองดูในคุณท่อได้)

- บรรณาธิการหนังสือเกี่ยวกับเด็ก(ที่มีความต้องการ)พิเศษเล่มหนึ่ง 
(ยังไม่มีชื่อหนังสือเหมือนกัน) คือ จริงๆ ตอนนี้เราแค่นั่งฟังไฟล์เสียงที่อัดมาจากงานอบรมอ่ะนะ เพิ่งเริ่มเตาะแตะๆเลย แต่งานนี้น่าจะเป็นการถอดประสบการณ์และความรู้จากอาจารย์(ในระบบ)ที่เชี่ยวชาญด้านแก้ไขการพูด ซึ่งส่วนหนึ่งผึกหัดการพูดให้กับเด็กพิเศษ และการทำงานภายใน (หมายถึง ด้านใจ นะ ไม่ใช่อวัยวะภายใน :-p) โดยมีอาจารย์(นอกระบบ-แต่เครี่ยวกรำในด้านนี้มานาน)ระดับปรมาจารย์โยดาด้านโคชชิ่งในกระบวนทัศน์ใหม่ด้วย (งานนี้แหละ ที่เราไม่ได้ตั้งใจ แต่มันบังเอิญเป็นตัวเชื่อมศาสตร์ด้านจิตวิทยาเด็กที่เราอยากศึกษากับการโคชชิ่งกระบวนทัศน์ใหม่พอดี :-) )
งานนี้ อาจจะทำนานหน่อย เรา(ส่วนตัว)อยากเก็บข้อมูลมากขึ้นด้วย อาจจะได้ตุเลงตุเลงไปนู่นไปนี่ ... ฮี่ๆ ^_^

- งานสุดท้ายล่ะ... เราทำประสานงานการอบรมแนวกระบวนทัศน์ใหม่ ดอกอะไร (ไดอะลอก) เป็นต้น ชื่อสถาบันไฮโซมาก คือ "ขวัญแผ่นดิน สถาบันเพื่อการเรียนรู้โลกด้วยใจ" แต่... สำนักงานกระจายไปตามบ้านของทุกคน (ซึ่งก็ไม่เกิน 10 คนอยู่ดี ^^) 

- อันท้ายสุด อันนี้ Want เองฮ่ะ... กำลังถักโครเชต์เป็นกระเป๋าใส่นุ้งแมคคร่า ... เฮ่ๆๆ ทำวันละนิดหน่อย ด้วยข้ออ้างว่าคลายเครียดค่า (หวังว่า...คงเสร็จภายในเดือนนึง) แล้วจะเอามาอวดโฉมกันค่า 


อ้อ - อีกเรื่องที่พยายามหาสมดุลให้ตัวเอง งานนี้เป็น 3 เส้าเลย คือ สมดุลระหว่างฐานกาย-คิด-ใจ เพราะนั่งอยู่หน้าคอมนานมากในแต่ละวัน แถมดึกๆก็ไม่ค่อยง่วง แต่ถ้าตื่นสายวันนั้นงานก็จะไม่ค่อยเดิน -_-" ก็ปรับๆกันไป ตอนนี้ทำไปมั่วๆ แบบไร้กลยุทธ์ สู้ๆค่ะ (ทุกคนก็เหมือนกันนะคะ)
 :-B


"ความจริง ชีวิตทุกวันนี้ ไม่ได้มีเพื่อให้เราสร้าง
ให้มันปรากฎในแบบที่เราอยากให้มันเป็น 
แต่มีไว้ให้เราปรับตัวให้สามารถดำรงอยู่อย่างมีความสุข
ไม่ว่าความจริงในแต่ละวันจะเป็นเช่นไรต่างหาก" 
-นานาจิตตัง 090601


วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เก็บตกตรุงปะเสวนา

::ทักทายเพื่อนเก่า::


::ครบองค์เสวนา::

::ตรุงปะ::


ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคาดหวังอะไรจากการไปร่วมงาน ตรุงปะเสวนา 
ที่จัดโดยมูลนิธิเสถียรโกเสษ นาคะประทีป ร่วมกับ สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา ที่เรือนร้อยฉนำ คลองสาน กรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ที่ 23 พ.ค. ที่ผ่านมา

นอกจากหวังว่า... จะได้พบปะเพื่อนเก่า (ซึ่งแน่นอน... เรามักได้เจอะมากกว่าที่เราคาดคิดไว้เสมอ :-) และ ครูบาอาจารย์ที่นับถือ (แม้บางคนอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเรานับท่านเป็นอาจารย์ :-)

งานเสวนาครั้งนี้ พูดได้เลย ไม่ได้เยินยอเลย ว่าดีที่สุดเท่าที่เคยไปร่วมงานมา เพราะสถานที่จัดหรือเปล่า? เรานั่งกันใต้ถุนตึก เป็นลานเปิดโล่ง ฝนตกหรือลมเย็นพัดผ่านมาก็สัมผัสได้ น้องหมาน้องแมว และเด็กวิ่งเล่นร้องตะโกน ก็รับรู้ได้ เพราะผู้ร่วมเสวนาหรือเปล่า? ผู้พูดบนโซฟาด้านหน้า ก็ฟังกันและกัน เอื้อเฟื้อกัน ไม่ได้พกความคิดแข็งทื่อตายตัวที่คิดมา-เตรียมมาเพื่อจะพ่นๆๆแล้วก็จบ-แยกย้ายกันไป แต่ต่างพูดออกมาจากตัวตนของตน ความคิดความรู้สึกที่พยายามกลั่นกรองและถ่ายทอดให้ผู้ฟังคลายการตัดสิน และไม่ข่มตีกันเอง น่ารักจริงๆ หรือเพราะผู้เข้าร่วมเสวนา? ผู้ฟังนั่งพื้น เรียบง่ายแต่งดงาม มากันจนเต็มใต้ถุนสวนเงินมีมา สักสี่ส้าห้าสิบคนได้ และแม้จะหลากหลายผิวพรรณและช่วงวัย แต่มาด้วยความสนใจเหมือนกัน ... หรือเพราะทั้งหมดเลย? ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่า เราว่ามันเวิร์ค-่ะ ^_^ ชอบจริงๆ 

สำหรับตัวเอง มีเรื่องหนึ่งที่อาจจะดูเหมือนเป็นข้อความที่ขัดแย้งกันเอง คือ
เรามักเตือนคนอื่น ยามโอกาสเหมาะสม ว่า "เพียงสิ่งเดียว ที่เราทำได้ คือ ดูแลตัวเอง "
แต่ในบางครา ฉันก็พูดว่า "เราสามารถช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ว่าผู้นันจะเป็นใคร อาจเริ่มจากคนใกล้ตัว แล้วขยายออกไป" โชคดีที่ฉันไม่ค่อยได้คบคิดกับคำพูดเหล่านี้มากเท่าใด ฉันพูดไปด้วยความจริงใจ และจริงแท้แก่ตน ก็เท่านั้น แค่เพียงปล่อยช่องว่างที่รู้สึกว่ายังขาดหายไปเอาไว้ก่อน 

  • 3 ยาน ความสุกงอมทางจิตวิญญาณ
ไตรยาน สามลัทธิหลักทางพุทธศาสนา เราอาจจะเคยเรียนมา แต่ขอบอกไว้ว่าตามตำรานั้นมันผิวเผินเกินไป วันนั้น วิทยากรทั้ง 2 คนที่ยังนั่งอยู่ (อ. ส. ศิวรักษ์ มีธุระ จึงอยู่เพียงช่วงแรกๆ เท่านั้น) ต่างก็พยายามเชื่อมโยงเรื่องสามยานมาสู่ตัวเรา ในฐานะคน ๆ หนึ่ง 

ฉันชอบการเปรียบเทียบของพี่ตั้ม ว่า 3 ยาน เหมือน วิวัฒนาการ 3 ขั้น ในการฝึกตนของผู้ปฏิบัติทั้งหลาย เพราะเริ่มใหม่ๆ เราต้องมีกรอบ ศีล วัตร ต้องบังคับตัวให้อยู่ในกรอบอย่างเข้มงวด นี่คือจุดเด่นของหีนยาน ลัทธิหลักในบ้านไทยเรา พี่ตั้มพูดเปรียบเทียบว่า "คุณต้องเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวตัวเอง ไม่ให้ไปเลอะเทอะใครก่อนน่ะ" จากนั้น ขั้นต่อไป เมื่อฐานมันแน่นแล้ว ภายในของคนผู้นั้นก็จะเติมเต็มของมันเองโดยธรรมชาติ จิตใจที่เต็มอิ่มอยู่ด้วยตัวเองก็จะล้นออกมาเผื่อแผ่ผู้อื่นที่อยู่รอบข้างเอง นี่เองที่ มหายาน หรือยานใหญ่ มีนัยยะหมายถึง คือการรวมเอาผู้อื่นมาด้วยนั่นเอง 

ส่วนวัชรญาณนั้น มันเหมือนใจที่มันเต็มแล้ว ล้นแล้ว ล้นอีก จนมันแทบจะระเบิดออกมา กระจัดกระจายไร้สิ่งใดมายับยั้งปิดกั้นได้ นี่คือ ยานที่ไม่ถูกทำลาย ได้ เพราะหากเรามองในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ ยุคที่มหายานรุ่งเรืองถึงขีดสุด สังฆะกอปรด้วยผู้คนกลุ่มใหญ่ แต่ก็ยังกีดกันกลุ่มชนที่โดนตีตราว่าไม่อาจบรรลุได้ เช่น โสเภณี คนฆ่าสัตว์ ฯลฯ เมื่อใจพัฒนาไปจนถึงวัชรญาณ จึงเน้นที่การไม่ตัดสินอย่างแท้จริง และเราจะถูกทดสอบอยู่ตลอด ว่าเราเป็นของแท้หรือยัง

การเสวนาดำเนินไปอย่างสนุกสนาน เข้มข้น มีพิธีกรฝีไม้ลายมือดี เป็นถึงดีเจอาชีพ (แต่หนูเอาท์ ไม่รู้จักนะคะ) คอยหยอดแย้บคำถามดีๆ ให้ทั้งสามคนได้บอกเล่าแก่พวกเราที่นั่งฟังกันสลอน

"หนังสือมีไว้ให้อ่าน อ่านแล้วคิด ไม่ใช่ให้เชื่อทั้งหมด" ส. ศิวรักษ์

"ท่านทาไลลามะ ดูจะเป็นที่รู้จัก นึกถึง มากกว่าท่านตรุงปะ โดยเฉพาะในโลกตะวันตก ในมุมมองของอาจารย์ คิดว่า สองท่านนี้แตกต่างกันอย่างไร?" พิธีกรถาม อ. ส. ศิวรักษ์ ตอบว่า 
"ท่านทาไลลามะ นั้นพูดจับใจได้เก่ง มีฐานะเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านกระแสทุนนิยม ต่อต้านความรุนแรง สงคราม ฯลฯ มีภาพลักษณ์ขาวสะอาด เป็นพระผู้มีจริยวัตรงดงาม น่าเลื่อมใส แต่ท่านไม่มีอะไรมากกว่านี้ อันนี้พูดกันตรงๆ คือ สิ่งที่ท่านเทศน์ก็ไม่ได้ลึกซึ้งมากมาย แต่ท่านตรุงปะเป็น "ธรรมาจารย์" ผู้นำพุทธศาสนาไปปักหลักในโลกตะวันตกได้อย่างแท้จริง ไม่มีใครทำได้อย่างท่าน และงานของท่านก็ยังดำเนินอยู่แม้จนขณะนี้"

เรามีสิทธิจะฆ่าคนที่จะมาทำร้าย ทำลายชีวิตพ่อแม่ครูบาอาจารย์เราไหม?

 

พระนักบวชทุบหัวปลาอยู่ริมธารน้ำได้ด้วยหรือ? พระนักบวชมีเซ็กซ์กับผู้หญิงได้ด้วยหรือ? ไม่ผิดศีลหรือ? 

อืมม์ ไปฟังบันทึกเสียงเองดีกว่า...ที่นี่เลย


090523 trungpa sewana.WMA - sulak, krisdawan, vichak

 

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2552


There is no qualifications that today will be a good day.

Only truths you could face, and you have to, neither ...

They would trick you to be on the ground.

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

มนุษย์ขับเคลื่อนด้วย...

 มนุษย์ 

ขับเคลื่อนด้วย

"ความกลัว" และ "กิเลส"

หรือ

มนุษย์ 

เคลื่อนไปด้วย

"ความรัก" และ "ความสุข" 


สะท้อนอยู่ในใจ จาก DOD1 วันที่ 8 - 9 พ.ค. 52 เวิร์คชอปโดย ขวัญแผ่นดิน

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

สำหรับเยาวชน ค้นหาแรงบันดาลใจ (ค่ายที่ 1)



ค่ายเยาวชนค้นหาแรงบันดาลใจ ครั้งที่หนึ่ง จบลงแล้ว 
... น้องๆติดใจ (จนไม่อยากกลับบ้าน) ...
พี่ๆก็เปลี่ยนแปลง ลามไปถึงเจ้าหน้าที่และเจ้าของสถานที่ วังดุม รีสอร์ท 

ทำให้พี่น้อง ธนัญธร และกลุ่มกาญา (Gaia) ต้องจัดค่ายอีกเป็นครั้งที่ สอง และ สาม 
และ สี่ เป็นค่าย Super-Inspiration ต่อเนื่องถึงสิบห้าวัน (o_O!)

อืมม์...

เจอกันครั้งหน้า 15 พฤษภาคม 2552 นะจ๊ะ
แล้วจะรายงานความคืบหน้าของกิจกรรมดีๆนี้ต่อไป :-)

วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2552

What is Illusion to you

"What illusional to you is invisible in the eyes"

"When there are choices, there's still confusion"

"When you feel you have to hurry to decide, it means that it's not a proper time yet"

"Community of Truth(ful) is a space that fear and vulnerability can show up"

-----------------------------------------------------

เช้านี้พูดถึง ว่าถ้าตัวเอง Break down มันจะ..... อื้มม - แล้วไง? 

ตอนบ่าย ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใด ความรู้สึกโหวงว่างก็เกิดขึ้นในอก

ต้องใช้เวลาสักพักถึงจะรู้ว่า...นี่เรา Break up แล้วนิ

พูดปุ๊บ...ก็สมพรปากปั๊บ - ไม่น่าเลย 

รู้สึกเปราะบางจัง อะไรคือมายาภาพที่ฉันมองไม่เห็นหรือ? ฉันจะทำยังไงดี?

ปั่นจักรยานในตัวเมืองเชียงราย ทันทีที่เวิร์คชอปช่วงค่ำเลิก 

พระจันทร์ดวงกลมโต สีเหลืองเข้มกว่าเมื่อคืน เราไปหยุดพักแถวๆสนามบินเก่า

ไร้วี่แววของความคึกคักเช่นสนามบินเก่าในยามเช้า 

หยุดซึมซับแสงจันทร์และกระต่ายน้อยในดวงจันทร์ 

.... อยากอยู่คนเดียว แต่ก็อยากให้ครั้งสักคนกอดไว้ 

คิดถึงอ้อมกอดแสนอบอุ่นในอดีตครั้งกระโน้นจัง 

อยู่ๆฉันก็อยากให้คุณ...หรืออาจจะใครก็ได้ 

กอดฉันหน่อยได้ไหม? ฉันไม่เข้าใจเลยว่าข้างในนี้ของฉันคืออะไร 

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2552

Burning Heart~

One's body
could die only once.

But one's soul
could be burned several !

Over and over again,
Anew heart regain form its ashes.

And this is the secret I want to share,

'No need to run away 
when your heart and soul are burning'

Since everyone gain a Phoenix's heart within.

 By Nanachidtang: 31 Mar 09 @ Home

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2552

ช่วงนี้เหงาๆนะ...


ช่วงนี้เหงาๆนะ

ไม่ใช่อยากมีใครสักคนหรอกนะ...อารมณ์เดืนอกุมภามันผ่านไปนานร่ะ

อยู่คนเดียวแบบเหงานิดๆ...อยู่บ้าน เล่นเนทไปเรื่อยยยย.....ย............ย ๆ

ไร้สาเหตุของความรู้สึกพวกนี้...อาจจะมีแต่เราไม่รู้ตัว (ก้อได้มั้ง)

พยายามอ่านหนังสือและแปลบท Entanglement ให้เสร็จ

แต่ก็แทบจะไร้เรี่ยวแรงในการผลักดันให้มันเดินหน้า เหมือนคนไร้พลังจากแหล่งกำเนิดมากกว่า

นอนก็ดึก เพราะไม่ง่วงเลยยย เช้าก็ลุกไม่ขึ้น ทั้งๆที่ตื่นขึ้นมาก็ไม่งัวเงีย 

(แต่วันก่อนมึนไปเรย...เพราะลุกเกือบเที่ยง -_-")

--------------------------------------------------------------
ขุดรูปเก่ามาให้ดู ไม่รู้จะเอาไรมาโพสให้มันเข้าเรื่อง แต่โทนอารมณ์คงพอไหว 555


วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2552

Save Tibet Within You


Pictures on the wall were taken by Tonkla,
are Old Tibetians who migrated to India

They live out of their homeland
They lived far from their spiritual leader

They suffered, were once in grieve and sorrow
from Chinese "Liberation" of Tibet

But you could see in every eyes

An eye of true human,
with love and strong faith.

...
So I came to this,
Tibet is not only an important location as a roof of the Earth,
nor one with cultural and spiritual luxuries -
that we must liberate from China.

Tibet is also a landscape within everyone's heart.
It is the most important area we must do everything to protect it - to save it.
Save kindness, compassion, clarity and peace within it.
Protect it from anger and revenge, from discrimination and misunderstanding.

So I came to this in my diary,
Save Tibet within you.


Last update: 15 Mar 09

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552

จาก "50 ปี ปลดปล่อยธิเบต" สู่ "SVN"




สาวน้อย วิ่งเริงร่า อยู่ในห้องจัดงาน
บ้างมุดไปตามใต้โต๊ะต่างๆ
สนทนากับคุณป้าข้างๆ
หรือไม่ก็ถ่ายรูป

วันนั้น สาวน้อยสวมชุดสีชมพู ทั้งตัว
ทั้งแก้มและริมผีปากก็สีชมพู ดูสดใส
ฉันชวนเธอเล่น ... เล่นหู เล่นตา
เล่นกล้อง เล่นสี...วาดละเลงลงกระดาษ

เธอช่างกระหายใคร่รู้ และเรียนรู้ได้รวดเร็วน่าอัศจรรย์นัก
ในขณะที่เธอเอ่ยถาม มือของเธอก็ยื่นออกไปคว้าสิ่งต่างๆ
เธอทำความรู้จักกับสิ่งที่เธอใคร่รู้แทบจะในบัดเดี๋ยวที่อยากรู้นั้น
ในกระเป๋านี่มีอะไร? แป้งมีไว้ทำอะไร? ลิปกลอสมีไว้ทำไม?

กล้องของฉันใช้อย่างไร? เธออยากเก็บภาพป้าของเธอขณะปฏิบัติงาน
เธอมากับคุณป้า ที่มาทำหน้าที่ล่ามในกิจกรรมหนึ่งของงาน
แต่แบตเตอรี่ในกล้องของเธอหมดแล้ว เธอขอยืมกล้องฉันไป
ฉันปล่อยเธอไป กับกล้องราคาหลายหมื่น ในมือเด็กไม่กี่ขวบได้อย่างไร

คนอื่นอาจคิดว่าฉันไม่กลัวหรือ...ไม่หรอก
ฉันกลัว แต่ความกลัวไม่อาจชนะความไว้ใจ
แต่ฉันไว้ใจอะไร...ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน
มันมีชื่อว่าอะไรกัน?...ฉันบอกได้แค่ว่าฉันไว้ใจ

วันนี้ ฉันพบเธออีกครั้ง แถวๆสุขุมวิท
ช่างบังเอิญยิ่งนัก... หากแม้ความบังเอิญจะมีจริงในจักรวาลนี้
เธอสวมชุดสีฟ้า ... แต่หน้าตาและพลังภายในยังคงสดใส
ผลิบานดังดอกไม้สีชมพูน้อยๆน่ารัก

อีกหลายคนที่ฉันได้พบที่สุขุมวิทในวันนี้ รวมทั้งเมื่อวานด้วย
ผู้คนที่ฉันไม่ได้พบเจอ และสนทนาตัวต่อตัวด้วยมานาน
ทั้งต่าย...อีกหนึ่งผู้กล้าที่จะถอดถอนตัวเองออกจากระบบสู่ความไม่รู้และความไม่แน่นอน
ทั้งพี่เอ...หนึ่งในผู้ร่วมการเดินทางอันไร้จุดหมายที่ปางไฮเมื่อไม่นาน
หรือพี่ฉัตร...ที่กว่าเราจะได้ทำความรู้จักกันก็ตอนเดินออกจากงานแล้ว

ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมฉันถึงโทรหาใหม่ในวันนี้
จริงๆจะตรงกลับบ้านเลยก็ได้ ข้ออ้างก็มี คือ งานต้องทำ
แต่ทันทีที่ใหม่รับสายและเอ่ยว่า "จะมาไหม?"
ทั้งๆที่ฉันไม่ได้คิดไว้ว่าจะไปซะหน่อย... เธอเป็นคนส่งสารให้ฉันอีกแล้ว

ความรู้สึกดีๆที่ได้พบเพื่อนผู้ใหญ่บางท่าน ได้พบเจอเพื่อนใหม่ๆบางคน
ได้ออกเดินทางไปพบกับความวุ่นวายท่ามกลางเมืองใหญ่
บางคราที่เราอาจพบเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันนานท่ามกลางฝูงชน
เช่นกัน ภาพลิขิตโชคชะตาที่อาจนำพาชีวิตนี้ไป ก็อาจมองเห็นได้...แม้รางๆ



วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2552

What do we really want during alive?


I feel despair, tired and lonely today.
Like many other days before, I came to wonder,
What do we really want during alive?

Air, food, water, shit, sex - in order to survive
(as an individual and species)

What else?

An understanding?
Freedom?
Relation?
But sometimes I just really want to be alone.

What do I not need?

A comparison?
A judgement?
An unfair treatment?
Still most of the time I just want to be treated as the one.

Life seems hard to understand, as well as I am.
(-_-)"
Maybe what I want now is simply a sleep, not a writing.

Hope my thoughts not fly over my head much tonight.
As well as everyone. Good Night!

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552

เพียงไว้ใจ


มีชีวิตด้วยความสดใหม่
ให้ชีวิตเปิดเผยและคลี่คลายต่อหน้า


"Live a Life as it Emerges in Front of U"

อยู่กับลมหายใจ ฝีเท้า ความรู้สึกของเลือด ของลม ของเนื้อของตัว

พลังชีวิตสดใหม่ สดชื่น ไหลเวียนอยู่ในตัวเรา

แม้ตัวเราจะเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ
แต่ธรรมชาติอันศักดิ์สิทธิ์นั้นก็เป็นเราด้วย


เพียงเราผ่อนพักความคิดตรรกะหรือตัดสินลงเสียบ้าง
เราก็จะได้รับพรจากปัญญาญาณอันสุดประมาณ
ทุกวัน ทุกเวลา...นาที


...เพียงไว้ใจ...

ทุกสิ่งที่โชคชะตาหรือสิ่งที่ฟ้าประทาน
เป็นไปเพื่อการขัดเกลาตัวตนของเรา

หลอมรวมอัตตาอันคับแคบของเธอเข้ากับสายธารของพระธรรมเถิด
ชีวิตที่มุ่งหวังเพียงหน้าตาและฐานะนั้นมันลวงหลอกกันเกินไป
จริงใจกับตัวเองเสีย...ตัวตนที่สูงส่งและแท้จริง

ได้โปรด
...เชื่อฉันหน่อยเถิด.....
ไว้ใจ ไว้ใจ .....เปิดใจ

องค์พุทธะประทับอยู่ในใจมนุษย์ทุกคน


จาก ภาวนาคือชีวิต การเดินทางโดยปราศจากจุดหมาย
ปางไฮ เชียงใหม่ 21 -28 ก.พ. 52

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2552

นิมิตเดือนกุมภา

ออกจากบ้าน อยากพักใจ สัก 1 เดือน

เดินป่า กลับสู่บ้านที่แท้...ธรรมชาติ

สายน้ำคงไหลเย็น ชะโชลมใจฉันให้เย็นด้วย

ผืนดินคงนุ่มเท้า สะอาดกว่าสำลี

ต้นไม้คงสูงใหญ่ อยู่กับคนใจดี

คนบนเขา ผู้มีศรัทธา...สูงส่ง

จะทำตามใจ ในอาทิตย์ที่ 2

อาจจะนอน เท้าชี้ฟ้า อ่านหนังสือ

จะม้วนใจเข้าใน ไม่ให้ใครมากวน

เฝ้าทบทวนชีวิต หนึ่งที่เกิดมา

ออกเดินทางตามใจ ไปกับเพื่อนสักคน

ไม่ต้องรู้เรื่องฉันทุกอย่าง แต่ไว้ใจฉันทุกอย่าง

แวะทักทาย รายทาง ตามประสา

แสนสุขอุรา เรียนรู้ เรียนรู้ ตลอดชีวิต

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

Awareness สติ




หรือบางที...

Suffering กับ Difficulty นั้นต่างกัน

ว่าแต่...

เราเห็นความแตกต่างนั้นในชีวิตเราหรือเปล่า?

นานาจิตตัง 090128 0945

Inspiration: หลวงพ่อไพศาล วิสาโล

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2552

Ah, not to be cut off อย่าได้แบ่งแยกแตกส่วน


Ah, not to be cut off
not through the slightest partition
shut off from the law of the stars.
The inner - what is it?
if not intensified sky,
hurled through with birds and deep
with the winds of homecoming.

อ้า...อย่าได้แบ่งแยกแตกส่วน

มิได้อยู่ที่ชิ้นส่วนที่เล็กที่สุด
ซึ่งถูกปิดกั้นจากกฎของดวงดารา
โลกภายใน มันคืออะไร?
หรือมันคือฟ้าสีคราม?
ที่โบยบินไปพร้อมกับนก
และพัดพริ้วไปกับสายลมที่หวนสู่บ้านเกิด

- "Ah, not to be cut off" Rainer Maria Rilke เขียน, นานาจิตตัง แปล -

ตีความ:
หากกระทำดังส่วนแรก (บรรทัด 1 - 3) คือ แยกส่วน แบ่งสิ่งต่างๆลงเป็นส่วนย่อยๆแล้วศึกษา ก็จะไม่สามารถเข้าใจส่วนใหญ่ได้ เพราะเมื่อศึกษาเพียง Slighest partition หรือส่วนย่อยสุดๆ แล้ว กฎของดวงดารา Law of the stars ก็จะไม่สามารถรับรู้ได้ ตีความกฎของดวงดารา ว่าเป็น Emergent Property ขององค์รวม ซึ่งมีมากกว่าแค่คุณสมบัติขององค์ประกอบย่อยๆรวมกัน ("The whole is more than the sum of its part") ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาได้ง่ายๆ คือ หากเราต้องการเข้าใจคนคนหนึ่ง เราก็ค่อยๆดูเขา/เธอทีละส่วน ทีละอวัยวะ ทีละเนื้อเยื่อ ทีละเซลล์ แม้วิธีนี้จะทำให้เราเข้าใจอะไรใหม่ๆมากมาย แต่กระนั้นก็ดี แม้เราจะสามารถเข้าใจเซลล์แต่ละเซลล์อย่างกระจ่างแจ้ง (ซึ่งวิทยาศาสตร์กระแสหลักในปัจจุบันก็ยิ่งค้นพบอะไรใหม่ๆได้ทุกวัน) แต่มันก็ไม่สามารถทำให้เราเข้าใจความเป็นเนื้อเยื่อ ซึ่งเกิดจากเซลล์หลายๆเซลล์มารวมกันได้เลย และต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆในทำนองเดียวกัน เราก็มิอาจเข้าใจอวัยวะหนึ่งๆ ได้จากการทำความเข้าใจแต่เนื้อเยื่อ และไม่อาจเข้าใจร่างกายทั้งร่าง ด้วยการศึกษาทีละอวัยวะ เพราะคุณสมบัติใหม่ของเนื้อเยื่อ...ประหนึ่งว่าเกิดขึ้นมาเอง มิได้มาจากการรวบรวมผลการศึกษาคุณสมบัติของเซลล์ทุกประเภทเอาไว้ด้วยกัน

หรือผู้เขียนพยายามจะบอกว่า การศึกษาแต่โลกภายนอกอันแบ่งแยก และละเลยชีวิตจิตใจนั้น มิได้สมควรเลย (ตรง Ah(!!!), not to be cut off) เนื้อหาในส่วนที่สองจึงโยงเข้าสู่เรื่องนี้ ว่าแล้วมันคืออะไรล่ะ? แต่แทนที่จะบอกตรงๆ กลับอุปมาถึงคุณลักษณะของการสัมผัสโลกภายในใจของตนเองแทน ว่ามันคือท้องฟ้าสีคราม...เข้มข้น...ใสกระจ่าง...และสดชื่น ซึ่งเป็นคุณภาพของความเปิด ความกว้าง(=ไม่คับแคบ) ของการเข้าใจในตัวตน...ให้เปิดโล่ง ความอิสระเสรีและพลิ้วไหวไปกับนกที่บินอยู่บนท้องฟ้า ไม่ยี่หร่ะหรือกังวลกับเรื่องราวใดๆ อะไรจะเกิดก็ร่วมเต้นรำไปกับมันได้ ส่วน"สายลมที่พัดหวนสู่บ้านเกิด"น่าจะหมายถึง การกลับมาเข้าใจ "ราก" ของตัวเองหรือไม่? โดยหากเราสามารถเข้าไปเข้าใจและยอมรับที่มาที่ไปและตัวตนข้างในของตัวเองได้แล้ว การเข้าใจในแบบหลัง จะนำไปสู่การขยายจากตัวตนที่คับแคบ เห็นแก่ตัว ให้ใหญ่ขึ้นได้ ซึ่งแตกต่างจากการเข้าใจแบบธรรมดา ที่จำได้ พูดได้ เช่นที่ผู้เขียนกล่าวไว้ในส่วนแรก

หรือ Rainer Maria Rilke คือ กวีจิตวิวัฒน์?


ปล. มาจาก บทนำ ใน กล้าสอน, The Courage to Teach.
ปลล. บางคำก็เดาเอา-มั่วเอา ใครมีความเห็นเหมือนหรือต่างอย่างไร ช่วยแชร์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ :-)

Related Posts with Thumbnails