วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552

ความหมายที่แท้จริง ของ สันติภาพ (ของฝากในวาระดีถีขึ้นปีใหม่ ๒๕๕๒)


การธำรงรักษาสันติภาพในตัวเรา
ไม่ว่าจะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากเท่าใด
ท่าทีทางจิตใจของตนต่างหาก คือปัจจัยสุดสำคัญ
ถ้ามันบิดเบี้ยวไป ไม่ว่าจะด้วยความรู้สึกอย่างความโกรธ
ความยึดติด หรือ ความอิจฉาริษยา
แม้จักอยู่ในสถานการณ์แสนเบาสบาย
ก็ไม่อาจนำสันติสุขไปสู่ผู้ใดได้เลย
ในทางกลับกัน หากท่าทีและที่ทางภายในของตน
สงบและนุ่มนวลเป็นส่วนใหญ่
แม้สถานการณ์จักเลวร้ายปานใด ก็อาจสั่นสะเทือน
สันติภาพในเรือนใจได้...เพียงน้อยหนึ่ง
เนื่องด้วยต้นธารเบื้องต้นของสันติภาพและความสุข
อยู่ที่ทัศนคติภายในใจของตนเองต่างหาก
ฉะนี้เอง จึงคุ้มค่ามหาศาล ที่จักโน้มนำแนวทาง
ในการจำเริญจิตใจให้เป็นไปในทางบวกอยู่เสมอ


องค์ดาไล ลามะ ที่ ๑๔
(สุวัฒนา ชุมพลกูลวงศ์ แปลและเรียบเรียง)



True Meaning Of Peace


The most important factor
in maintaining peace within oneself,
in the face of any difficulty,
is one’s mental attitude.
If it is distorted by such feelings as
anger, attachment or jealousy,
then even the most comfortable environment
will bring one no peace.
On the other hand, if one’s attitude
is generally calm and gentle,then
even a hostile environment will have little effect
on one’s own inner peace.
Since the basic source of peace and happiness
is one’s own mental attitude.
It is worthwhile adopting means
to develop it in a positive way.

His Holiness the 14th Dalai Lama

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ลมหายใจแห่งสันติ เพื่อ การสื่อสารอย่างสันติ

เสาร์-อาทิตย์นี้ (22-23 พ.ย.51) นาได้ไปร่วม workshop การสื่อสารอย่างสันติ(/ด้วยใจกรุณา) จัดโดยเสมสิกขาลัย มาค่ะ

ทันทีที่กลับจาก workshop มาถึงบ้าน นาก็ไฟแรงมาก กะว่าจะพยายามสื่อสารกับพ่ออย่างดี, ให้เกิดความสงบสุขในบ้านเสียหน่อย หลังจากเรื่องแรกที่นาได้คุยก็เกือบๆ-ร่อแร่ๆ-แต่ก็ยังแก้ลำได้ แต่ก็ไม่วาย เมื่อบทสนทนาผ่านไปสู่ประเด็นถัดมา พ่อบอกให้นาไปเปิดคอมฯเพื่อตรวจสอบข้อมูลราคาสินค้าให้ภายในวันนี้ (ตอนนั้นก็ดึกแล้วอ่ะนะ) และนายังไม่ทันได้พูดอะไร ได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ บทสนทนาเรื่องนี้จึงจบด้วยการโมโหของพ่อ และคำพูดต่อว่า

นาหลบพายุลูกนั้นด้วยการเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ ...และร้องไห้

รู้สึกว่ายอมรับว่าตัวเองต้องการความเห็นใจ นารู้สึกเพลียเหมือนๆจะไม่สบาย และก็อยากจะพักผ่อนแล้ว แต่พ่ออยากให้นาเปิดเว็บไซต์เพื่อตรวจสอบราคาสินค้าให้ ภายในคืนนี้ โดยที่นาไม่รู้มาก่อน (ตอนหลังโทรคุยกับพี่สาวที่ปกติจะเป็นคนเช็คราคาให้พ่อ-ก็ปรากฏว่าพี่เขาลืมบอกเรา...ซึ่งเราก็ไม่โกรธนะ ก็โอเค) แต่นาไม่ได้พูดว่านาจะไม่ทำ นาถอนหายใจเฮือกออกมา แต่พอตีความว่านาไม่เต็มใจและจะไม่ทำให้ และเริ่มพูดตามการตีความพวกนั้นทันที ... เราพึ่งฝึกกันมาเมื่อบ่ายเอง ว่าให้กลับมารับรู้ความรู้สึกของเราขณะหายใจเข้า และหายใจออกพร้อมๆกับให้ความกรุณา ความรักความเมตตาแก่ตัวเรา และผู้อื่น ...นานึกขึ้นได้และเริ่มหายใจ เข้า-สัมผัสความเจ็บปวดในใจ ออก-รักตัวเอง พ่อ และสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แม้จะทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ทุกลมหายใจเข้าออกหรอก แต่พอเราให้ความรักตัวเอง มันก็รู้สึกโอเคมากขึ้นที่จะยอมรับความผิดพลาดนั้น ที่เราตอบสนองด้วยท่าทีไม่สู้ดีออกไป และให้ความเข้าใจกับการที่ตัวเองร้องไห้อยู่ ความเข้าใจพ่อก็เริ่มตามมา เราคิดคาดเดาเขา เขาคงกลัวว่าข้อมูลมันจะหายไปภายในพรุ่งนี้ และเขาคงต้องการข้อมูลในวันนี้ ทำการค้า...รู้ข้อมูลยิ่งเร็ว ยิ่งช่วยให้ตัดสินใจซื้อขายได้ดี เราก็อ่ะ...โอเค นอกจากนี้ หากฟังให้ดี ท่ามหลางรูปแบบภาษาหมาป่าหูออกนั้น กลับแฝงความน้อยอกน้อยใจอยู่ลึกๆด้วย

มัน Amazing มากเลย ที่ในท่ามกลางสถานการณ์รุนแรง แม้จะแค่ในใจของเราเพียงคนเดียว แต่เมื่อเราสามารถยอมรับความรู้สึกไม่ว่าอะไรก็ตาม รับรู้มัน เคารพมัน และให้ความรักมัน มันดีจังเลย

ระหว่างที่กำลังร้องไห้ จริงๆก็นึกถามอยู่เหมือนกันว่า เราจะรักษาสันติสุขในใจเราให้ต่อเนื่องได้อย่างไร
ไม่อย่างนั้นมันก็จะเป็นเช่นนี้อีก วันนี้ที่ตอนกลางวันรู้สึกสงบและตื่นรู้ได้ดีขณะฝึกปฏิบัติ แต่พอต้องข้องแวะกับคนอื่น โดยเฉพาะคนที่เรารัก เราก็หลุดทุกที (หลุดแต่ตอนสำคัญเสียด้วยซี) คงไม่ต่างกับที่พี่โอมเขียนไว้ในบันทึก Dialogue Oasis ครั้งที่ 1 ที่ผ่านมาว่า "เราจะรักษาน้ำหยดเดียวไม่ให้เหือดหายไปได้อย่างไร"

นั่นนะซิ?

สุดท้ายนี้ ขอบคุณพี่โอมที่แบ่งปันเรื่องราว และขอแบ่งปันเรื่องราวเล็กๆน้อยๆของนาเอง ให้กับทุกๆคนด้วย ขอให้สันติภาพจงงอกงามในใจของทุกคน (และตัวนาเองด้วย) ยิ่งๆขึ้นไปค่ะ

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ราคาที่เป็นธรรม คืออะไร การค้าที่เป็นธรรม เป็นไฉน


ข้าพเจ้าเริ่มคิดคำนึงกับวลี"การค้าที่เป็นธรรม"อย่างใกล้เนื้อใกล้ตัว
จากประสบการณในการถักตุ๊กตาตัวที่ 2 เพื่อแลกเป็นเงินจำนวนหนึ่ง

เริ่มจาก ด้วยที่เราก็ไม่รู้ว่าตุ๊กตาถักทำมือเนี่ย...เค้าตั้งราคากันประมาณไหน
รู้คร่าวๆว่ามัน แพง หรือสูงกว่าราคาตุ๊กตาธรรมดาๆแน่นอน

และด้วยความที่คนที่สั่ง เป็นทั้งผู้ที่เราเคารพ และเหตุที่ทำให้สั่ง ก็เป็นเรื่องราวที่น่ายินดีปรีดากับผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าได้รู้จักและสัมผัสเรื่องราวของพวกเขาอยู่บ้าง ... หะแรกที่รับงาน จึงไม่ได้สนใจเรื่องค่าตอบแทนมากนัก รับเพราะเป็นคนที่คุณก็รู้ว่าใครสั่ง(^.^) รับแม้จะมีงานให้ยุ่งวุ่นวายกายและใจอยู่เนืองๆ และรับเพราะอยากร่วมยินดีกับเหตุที่จะให้ของขวัญแทนคำขอบคุณด้วย

พอข้าพเจ้าทำชิ้นงานเสร็จเรียบร้อยพร้อมแพ็คเกจ ก็ส่งมอบให้อาจารย์ไปหยิบจับเล่นๆ
แล้วอจ.ท่านก็ถามอีกครั้งว่าให้ค่าเหนื่อยเท่าไหร่ดี เราก็ว่าไปว่าแล้วแต่เลยค่ะ
แต่อจ.กลับตอบมาด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร ประมาณว่า ช่วยไปคิดราคาให้หน่อยเถอะ T_T (ค่ะๆ..จะลองดูคะ)


เย็นนั้น ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน ก็เลยนั่งนึกๆดู

ต้นทุนของเท่าไหร่หว่า?...คิดยากจริง
เพราะจุกจิก ใช้หลายสิ่งหลายอัน และไม่เคยได้จดราคาที่ได้มาเท่าไหร่
คิดค่าแรงยังไง?...คิดยากกว่า 555+ เพราะ Time and labour intensive อยู่
ขืนให้หนูคิดตามความเหนื่อยกาย...อจ.อาจหันไปซื้อของขวัญอย่างอื่นได้ (-__-")

ยังตั้งราคาไม่ได้ แต่ก็คิดต่อๆๆ...

คำถามลอยเข้ามาในหัวเรื่อยๆ
ถ้าจะตี"คุณค่า"ของตุ๊กตาตัวนี้เป็นราคา...สำหรับผู้ซื้อ...จะเป็นเท่าไหร่ ราคาที่เป็นธรรมสำหรับผู้ซื้อ-คิดในแง่ที่ว่า บริบททางเศรษฐกิจ ณ เวลาหนึ่งๆ เขาจะมีรายได้เท่าไหร่ รายจ่ายยังไง ราคาที่สมควรในบริบทนั้นๆ ที่ไม่ทำร้ายกระเป๋าคนซื้อจะเป็นเท่าไหร่

แล้วราคาที่เป็นธรรมสำหรับผู้ขาย ที่เขาจะได้รับเป็นค่าครองชีพได้เพียงพอไหม ความเอาใจใส่ ความตั้งใจ ความคิดสร้างสรร ที่คนทำทุ่มเทให้ระหว่างทำงาน...มากบ้างน้อยบ้าง และความยินดีปรีดาเมื่องานสำเร็จ ใครกันจะกล้าตีราคาหึ?

โดยส่วนตัว ก็ถือให้การถักทอเป็นการฝึกฝนตัวเอง ... เพราะฉะนั้นก็ต้องขอบคุณผู้สั่ง
เหตุที่ให้สั่ง และผู้ที่จะได้รับ ด้วย ที่ได้ให้โอกาสนี้แก่เรา



เฮ้อ...สุดท้าย
่ในที่สุด...อจ.ก็เสนอราคามาให้ในค่ำวันนั้น
แม้ว่าจะต่างจากที่เราคาดคะเนไว้

แต่ก็น้อมรับด้วยความยินดี ( -A - ) ขอบคุณค่ะ

บอกแล้วว่างานนี้รับอัตราบริจาค

-------------------------------------------------------------------------------------------------

ปล.1 นี่ขนาดเราไม่ Relate กับต้นทุนทางธรรมชาติน่ะเนี่ย คิดไปกันใหญ่จนระบุราคาไม่ออกกันเลยทีเดียว
ปล.2 หนึ่งในเหตุผลที่เราไม่อยากพัฒนากิจการถักตุ๊กตาขายเป็นล่ำเป็นสัน (จริงๆก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องทำไงอ่ะนะ)
คือ เราคิดว่า...ตัวตุ๊กตาก็จัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ใช้อะไรต่อมิอะไรมากมายกว่าจะได้ไหม ด้าย ใย
ถ้าเราทำออกมา-แม้จะน่ารักขนาดไหน-แต่ถ้าเป็นไปเพื่อทำให้คนอยากได้ๆ แล้วซื้อๆๆของๆเรา

เราก็ไม่ยินดีเลย


ตอนนี้เลยตัดสินใจแล้ว ว่าจะไม่รับงานดาดๆ สนองความต้องการฉาบฉวย
ถ้าเป็นคนพิเศษ ของพิเศษ เหตุการณ์ดีๆ หรือให้เป็นกำลังใจ ...อย่างนี้ค่อยน่าสนใจถักให้หน่อย

ปล.3 ว่าแล้วก็พัฒนาเฟสถัดไปของงานถักสู่การทำของใช้ดีกว่า ลัลล้า ยู้ฮู้ @(^ v ^)@
Related Posts with Thumbnails