วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ตกอยู่ในความไม่รู้ (อีกแล้ว)

อีดิทหนังสือ WTB มาได้จะครบปีแล้ว ไวจริงๆ (เย้!!! ^__^ จริงๆ ไม่ควรจะดีใจที่ทำนานนะ เพราะมันยังไม่เสร็จสักทีนะเสะ) เจออาการ 'ตกโพรงกระต่าย Into the Rabbit Hole' บ่อยมากๆ มันเหมือนจังหวะชีวิตของเรากับเนื้อเรื่องในหนังสือมันมา sync กันโดยบังเอิญ (แม้บางคนอาจจะไม่เชื่อเรื่องความบังเอิญก็ตาม)

อย่างตอนนี้ วนกลับมาอีดิทรอบ 3 ถึงบทที่ 4 แล้ว เป็นบทที่ชื่อว่า Great Question หรือ "คำถามที่ยิ่งใหญ่" พออ่านมาถึงแถวๆ ข้อความข้างล่างนี้ ก็รู้สึกทนไม่ไหวต้องหยุดกลับมาย้อนดูตัวเองตอนนี้ เพราะหลังจากที่จบมหาลัย และออกเดินทางตามหาครู/วิถีอยู่ซักพัก ใช้ชีวิต freelance ที่เป็นน้องๆ ยาจก มีความสุขและกระตือรือร้นแต่ไม่ค่อยมั่นคง จนเข้าสู่ตำแหน่งผู้ประสานงานกึ่งเอนกประสงค์หนึ่งเดียวในทีมงานที่ก็ค่อนข้างมีอิสระสูง เป็นงานที่เกี่ยวข้องการเรียนรู้ ที่แรกๆ เรารู้สึกว่าเราได้ทำประโยชน์ และได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กันด้วย แต่... แต่... ตอนนี้เรากลับเริ่มเบื่อแล้วน่ะซิ (เฮ้อออว์!)


ส่วนตัว เป็นคนชอบถามคำถามที่ว่า "เป้าหมายในชีวิตนี้ของฉันคืออะไร" ชีวิตนี้มันเกิดมาเพื่ออะไรกัน
ช่วงที่เริ่มทำผู้ประสานงานก็ยังรู้สึกโอเคอยู่ น่าจะใช่ แต่พอมาถึงตอนนี้ที่มันเริ่มจะไม่ใช่ เราก็แบบ... แล้วจะทำอะไรดีล่ะ มันทั้งเหนื่อยและท้อ แล้วพออ่านต้นฉบับมาถึงเนื้อหาช่วงนี้ก็แบบ... (ลองอ่านดูสิ)

-------------------ตัดตอนมาจาก WTB----------------------

ความสุขสนุกสนานและความเบิกบานของชีวิตอยู่ในการเดินทาง วัฒนธรรมของเรา วางเงื่อนไขให้เรามอง “การไม่รู้” ว่าเป็นสิ่งเลวร้ายและไม่อาจยอมรับได้ เป็นความล้มเหลวบางประการ เราต้องรู้คำตอบเพื่อที่จะสอบผ่าน ทว่า แม้กระทั่งความรู้และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งซึ่งจับต้องได้บางอย่าง วิทยาศาสตร์ก็ ไม่รู้ มากกว่า รู้ เยอะนัก นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่จำนวนมากเฝ้ามองความลึกลับของจักรวาลและชีวิตบนโลกใบนี้อย่างฉงนฉงาย และพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “เรารู้น้อยมาก ส่วนใหญ่เรามีคำถามมากมาย” นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับนักคิดระดับแนวหน้าซึ่งเราได้สัมภาษณ์ เหมือนดั่งคำพูดของนักประพันธ์ เทเรนซ์ แมคเคนนา (Terence McKenna) “ยิ่งกองไฟแห่งความรู้ลุกโชติช่วงมากเท่าไหร่ ความมืดก็ยิ่งปรากฎแก่สายตาอันตื่นตะลึงของเรามากขึ้นเท่านั้น”
มันยากยิ่งขึ้นไปอีกหากจะหาคำตอบที่ชัดเจนสำหรับคำถามที่ว่า “อะไรคือความหมายและจุดประสงค์ของชีวิตฉัน?” คำตอบของคำถามที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้จะผุดขึ้นมาจากการเดินทางด้วยการใช้ชีวิตเท่านั้น และทางเดียวที่เราจะไปถึงจุดหมายนั้นได้ก็คือต้องผ่านถนนแห่งความไม่รู้เท่านั้น - หรือเราอาจเรียกว่า ‘ยังไม่รู้’ ก็ได้ ถ้าเราคิดเสมอว่าเรารู้คำตอบแล้ว เราจะเติบโตขึ้นได้อย่างไร? เราจะเปิดรับต่อการเรียนรู้อะไรได้บ้าง?
-------------------ตัดตอนมาจาก WTB----------------------


โอเค้! Chaos ก็ Chaos "ยังไม่รู้" ก็คือ "ยังไม่รู้" แม้จะรู้สึกผิดหวังกับตัวเองที่ใช้เวลาสูญเสียไป (ตอนนี้รู้สึกอย่างนี้อ่ะนะ) แต่ก็คงต้องยอมให้มันผ่านแล้วผ่านไป อย่างน้อยๆ ก็ได้รู้ว่า "การทดลองนี้ไม่ได้ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับสมมติฐาน" มันไม่มีการทดลองที่ล้มเหลวอย่างแท้จริงในวิทยาศาสตร์ ก็ไม่มีอะไรที่ "ไม่ถูก" ในการใช้ชีวิตของเราเหมือนกันแหล่ะน่า

มีเพียงการเรียนรู้+ยอมรับสิ่งที่ตัวเองยังไม่อาจข้ามผ่านไปได้ก็พอ


ขอส่งท้ายด้วยเนื้อหาอีกส่วนในบท "คำถามที่ยิ่งใหญ่" นี้ เป็นจดหมายที่หนึ่งในผู้เขียนตอบหลานสาว ใจความว่า...

-------------------ตัดตอนมาจาก WTB----------------------

"ไม่รู้คำตอบก็ไม่เป็นไร"

ไม่นานมานี้ หลานสาวอายุ 16 ปีของผมเขียนอีเมล์ถึงผมเสียยืดยาว เนื้อหาหลักๆ มีใจความว่า “ชีวิตห่วยแตก หนูเห็นพ่อกลับจากงานมาถึงบ้านแบบหมดสภาพทุกวัน หนูไม่ต้องการทำงานเหมือนหนูถีบจักร แต่หนูมองไม่เห็นความหวังที่จะหลีกเลี่ยงมันได้เลย ชีวิตมีอะไรแค่นี้เท่านั้นหรือ? แล้วความหมายของมันคืออะไร? หรือหนูควรจะยิงตัวตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย”
“คริสตินา” ผมตอบกลับไป “หนูอาจจะไม่คิดว่านี่เป็นการตอบที่ยอดเยี่ยมนัก แต่ลุงรู้สึกภูมิใจในตัวหนูนะ ลุงไม่สามารถบอกหนูได้ว่า หนูจะคลี่คลายปมปัญหาที่ขัดแย้งอยู่ในใจหลานและพบคำตอบในท้ายที่สุด ลุงรู้ว่าหนูต้องการคำตอบ แต่บางครั้งชีวิตก็ไม่ได้จัดสรรคำตอบให้เราทันที แต่หนูตั้งคำถามได้ถูกแล้ว และนั่นแหละที่สำคัญ”
- วิลล์
-----------------------------------------

วลี ตกโพรงกระต่าย มีที่มาจาก อลิซ ในดินแดนมหัศจรรย์ ส่วน WTB (What the Bleep) เป็นหนังสือจ่อคิวพิมพ์ในภาษาไทย โดย สนพ. Oh My God จ๊า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Related Posts with Thumbnails